โดย : Jason Ensor, R.PSG/EEG T., CNIM
จากมุมคิดของคนโบราณ
เป็นเรื่องที่ไม่แปลกที่จะกล่าวว่ามนุษยชาติเฝ้าตั้งคำถามถึงจุดประสงค์ของการฝันมาเป็นระยะเวลายาวนานตั้งแต่ที่เราเกิดมาแล้วต้องนอน เมื่อราว 3,000 ปีก่อนคริสต์กาล ชาวสุเมเรียนได้สร้างแหล่งวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ขึ้นในบริเวณที่เป็นประเทศคูเวตและซาอุดิอาราเบียในปัจจุบัน ได้มีหลักฐานชิ้นแรกๆในรูปของการจดบันทึกเป็นภาษาเขียน ด้วยความต้องการที่จะเก็บบันทึกไว้ให้ดีขึ้นกว่านั้นจึงทำให้พวกเขาพัฒนารูปแบบการเขียนบันทึกด้วยการใช้ภาพง่ายๆเพื่อสื่อความคิดพื้นฐานทั่วๆไปและบันทึกข้อมูล บันทึกที่ยังคงอยู่ถึงทุกวันนี้บางชิ้นนั้นอยู่ในรูปของหินสลักที่เรียกว่า “ศิลาจารึกแห่งอินทรี”ในศิลาจารึกนี้ได้มีการเขียนอ้างอิงถึงความฝันขึ้นเป็นครั้งแรก (อยู่ในช่วงเวลาระหว่า 2454-2425 ก่อนคริสตกาล) หลังจากนั้นเรื่องราวที่อ้างอิงถึงความฝันและจุดประสงค์ของความฝันก็ถูกค้นพบในบันทึกของอียิปต์และกรีก ซึ่งในสมัยนั้นมีการยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่าความฝันคือลางบอกเหตุหรือสัญญะบางประการจากพระเจ้า ที่ต้องได้รับการตีความหมายจากพระในสมัยนั้น นอกจากนี้คัมภีร์ไบเบิ้ลยังมีการอ้างอิงถึงความสำคัญอันยิ่งยวดของการตีความของความฝัน จากเรื่องราวของอับราฮัม โจเซฟ จาค็อบ แซมมวล ดาเนียล เนบุชชาเนสซา เจเรมาห์ และโมเสส ปรัชญายุคคลาสสิคปรากฏขึ้นจากกรีกเริ่มตั้งแต่ ศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล ในยุคนั้นการตีความฝันนั้นไม่ได้เน้นไปที่การฮะบายความฝันในเชิงสัญญะอันศักดิ์สิทธิ์ อริสโตเติลปฏิเสธความคิดที่ว่าความฝันนั้นเป็นสื่อกลางของการพยากรณ์ใดๆ เขาได้ระบุอย่างแน่ชัดว่าการฝันนั้นเกิดขึ้นโดนไม่ต้องผ่านอวัยวะที่ต้องใช้ผัสสะสัมผัสใด ไม่ได้มาจากความคิดหรือการตัดสินให้ค่าใดๆทั้งสิ้น เขาจึงพิจารณาว่าเราไม่อาจหาข้อมูลข้อเท็จจริงใดได้จากความฝัน เขาแนะนำว่าฝันคือเสียงสะท้อนของการรับรู้จากชีวิตประจำวันโดยไม่เกี่ยวกับการทำงานขั้นสูงของสมองเพื่อคิดพิจารณาใดๆ จากความเห็นของอริสโตเติลในเรื่องนี้ มีบางแง่มุมที่สะท้อนให้เห็นตรงกับทฤษฏีความฝันสมัยใหม่ที่ใช้ภาพถ่ายของสมอง (เป็นอะไรที่เขาไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียด้วย)1,2,3ทัศนะของจิตแพทย์
ต้นทศวรรษที่ 20 เป็นจุดเริ่มต้นของยุคแห่งการวิเคราะห์ความฝันสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาจากงานของซิกมันด์ ฟรอยด์ ในผลงานเรื่อง “การแปลความฝัน” ทฤษฏีของฟรอยด์บ่งชี้ว่าความฝันเป็น “ทางสายเอกแห่งจิตใต้สำนึก” การศึกษาวิจัยล่าสุดสนับสนุนความคิดนี้ด้วยการแสดงให้เห็นว่าความฝันเข้าไปเปิดพื้นที่ของจิตใต้สำนึกที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยคนที่กำลังตื่นอยู่.3 การตีความฝันตามทฤษฏีของฟรอยด์นั้นมีรากฐานมาจากความคิดที่ว่าฝันคิอการแสดงภาพที่สะท้อนความรู้สึกและความปรารถนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งความต้องการทางเพศตามธรรมชาติ กระบวนการทางจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์นั้นอาศัยความฝันในการพัฒนาค้นหาความคิดเบื้องลึกหรือจิตใต้สำนึกเพื่อช่วยคนไข้ให้เผชิญหน้ากับปัญหาที่มีรากเหง้ามาจากจิตใต้สำนึกภายในของตนเอง คาร์ล จุง เพื่อนและลูกศิษย์ของฟรอยด์ เชื่อว่าทฤษฏีความฝันของครูของเขานั้นเป็นแหล่งสำคัญของตัวตนอันเนื่องมาจากจิตใต้สำนึกเป็นสำคัญ แต่เขาก็ไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมดในเรื่องที่เกี่ยวกับการตีความทางลบ ทางเพศ และการตีความฝันที่เกี่ยวกับความเชื่อว่าพระเจ้าไม่มีจริง จุง ได้พัฒนาและขยายอาณาเขตของจิตวิเคราะห์ด้วยทฤษฏีของเขาเอง โดยแผ้วถางลงลึกไปในทางแห่งจิตวิญญาณ การวิเคราะห์ทฤษฏีจิตวิเคราะห์ (เป็นที่รู้กันในนามของจิตวิเคราะห์แบบจุง- Jungian Pshychology) ได้สรุปว่า ในท่ามกลางสรรพสิ่ง โลกนี้มีสัญญะบางประการอันเป็นแก่นแท้หนึ่งเดียวไม่เหมือนใคร (“ต้นแบบ”-Architype) ที่เกิดขึ้นจากภาพ ผ่านวัฒนธรรมต่างๆแล้วถูกค้นพบในรูปของสื่อต่างๆ เช่น ศิลปะ เทพปกรนัม หรือความฝัน ความฝันจึงมีความคล้ายคลึงกันไม่ว่าจะอยู่ในวัฒนธรรมใดก็ตาม ทฤษฏีของจุงแนะนำว่าหากเรานำจิตใต้สำนึกมาศึกษาร่วมกับแง่มุมของสัญญะที่ซ่อนเร้นที่บ่งชี้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเราแล้ว คนเราจะสามารถพัฒนาขึ้นให้เป็นคนเต็มคนได้ สามารถยกระดับจิตวิญญาณและจรรโลงให้เกิดภูมิปัญญาที่สูงส่งขึ้นได้4ความเห็นของนักทฤษฎีความฝัน
ในราวปลายศตวรรษที่ 20 วิทยาศาสตร์การนอนเริ่มมีการตื่นตัวขึ้นอย่างแพร่หลาย จนมีการจุดประกายความคิดบางอย่างที่นำความฝันเข้ามาใช้ทางการแพทย์ ในปี ค.ศ 1977 ฮอปสันและแมคคาร์ลีย์ได้เสนอแบบจำลองการสังเคราะห์ฝัน พวกเขาได้สร้างทฤษฎีความฝันขึ้นมาและในทฤษฎีของเขาเชื่อว่าการฝันเริ่มต้นด้วยกลไกการทำงานเดียวกับสภาวะการเคลื่อนไหวของลูกตาอย่างรวดเร็วภายใต้เปลือกตาที่ปิดอยู่ (REM) โดยเกิดขึ้นสมองส่วนที่ชื่อว่า Pons ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของก้านสมอง สมองส่วนนี้จะกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความทรงจำ อารมณ์ และการรับรู้ความรู้สึกต่างๆ การค้นพบนี้จึงทำให้พวกเขาแน่ใจว่าการฝันนั้นไม่ได้อยู่นอกเหนือการทำงานของสมองในการตีความกระบวนการสังเคราะห์สัญญาณต่างๆที่เกิดขึ้น ความฝันจึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางชีวภาพอย่างหนึ่งนั่นเอง5 สิ่งที่ค้นพบต่อมา(เป็นที่รู้กันในข้อมูลที่ว่าการฝันนั้นเกิดขึ้นทั้งในสภาวะที่มีและไม่มีการเคลื่อนไหวของลูกตาอย่างรวดเร็วภายใต้เปลือกตาที่ปิดอยู่ (REM/NREM) และบางครั้งไม่เกิดความฝันในสภาวะ REM เลยก็มี) ทำให้ฮ็อปสันได้กลับมาทบทวนว่าทฤษฎีการสังเคราะห์ปฏิกริยาของการฝันนั้นมาจากสภาวะ REM ซึ่งเป็นการทำงานของสมองสมองในส่วนที่เรียกว่า Pons โซมส์เป็นผู้หนึ่งที่พยายามหักล้างทฤษฎีนี้โดยให้ความเห็นว่า การฝันเกิดขึ้นที่สมองส่วนหน้าไม่ใช่สมองส่วน Pons เขากล่าวว่า “....การฝันเกิดขึ้นที่การทำงานของสมองส่วนหน้า ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการหลับในสภาวะ REM การฝันจะไม่อาจเกิดได้หากว่าสมองส่วนหน้าบาดเจ็บหรือได้รับการกระทบกระเทือน (ซึ่งอยู่ในวงจรของ REM อยู่แล้ว)”6 เขากล่าวต่อไปอีกว่า การฝันในช่วงที่มีสภาวะ REM นี้น่าจะเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองส่วนหน้าโดยตรงที่ทำหน้าที่ฝันซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของสมองส่วนหน้าซึ่งเป็นปฎิกริยาฉับพลัน(ไม่ใช่ปฎิกริยาที่เกิดขึ้นอย่างจงใจ)ที่เกิดขึ้นในระหว่างขั้นตอนของการนอนหลับนั่นเองทำไมเราจึงฝัน
ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าหลายปีมานี้ เราสามารถถ่ายภาพภายในสมอง โดยอาศัยสภาวะการเคลื่อนไหวของลูกตาอย่างรวดเร็วภายใต้เปลือกตาที่ปิดอยู่ (REM) ขณะหลับ ทำให้เราทราบว่าการทำงานของสมองส่วน Limbic System ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกและความทรงจำ มักจะเกิดขึ้นในช่วงที่คนเรากำลังฝัน จากข้อสรุปนี้ทำให้มีข้อแนะนำบางประการที่น่าจะเอื้อต่อการเรียนรู้เรื่องอารมณ์ของคนเรา ดังที่เราท่านเคยได้ยินกันว่า “นอนหลับไปพร้อมกับปัญหา” มีการศึกษาวิจัยที่สนับสนุนคำกล่าวนี้โดยชี้ให้เห็นว่าความฝันนั้นไม่เพียงเกี่ยวข้องกับอารมณ์ของคนเราในช่วงเวลาก่อนจะเข้านอนเท่านั้น คนทั่วไปที่ตื่นขึ้นมาตอนเช้ายังสามารถลดอาการ“อารมณ์บูด” ในตอนเช้าได้ด้วยเรื่องราวที่พวกเขาฝันในค่ำคืนนั้นอีกด้วย7 แบบจำลองล่าสุดของการรับรู้ทางสมอง แสดงให้เห็นว่ากระบวนการรวบรวมความทรงจำของคนเรานั้นมีความเกี่ยวข้องกับความฝัน จากการศึกษาวิจัยมากมายได้ชี้ให้เห็นในหลายมิติว่าจะเจาะลึกเข้าไปข้าถึงศูนย์กลางของความทรงจำของคนเราได้อย่างไร บางความทรงจำบางส่วนนั้นเราสามารถเข้าถึงได้ด้วยจิตใต้สำนึก โดยไม่อาจสัมผัสได้ด้วยความคิดขณะตื่นได้เลย การศึกษาในเรื่องนี้จึงชี้ชัดว่าการฝันเป็นกระบวนการเรียนรู้และความทรงจำอันสลับ ซับซ้อนที่ทำงานคู่ขนานอยู่โดยที่เราไม่อาจรับรู้ เพราะพื้นที่หลายส่วนในสมองจะทำงานในขณะตื่น นักทฤษฎีต่างๆจึงแนะนำว่าเพียงแค่สร้างการรับรู้และจินตภาพในความคิดก็สามารถเข้าถึงเรื่องราวในสมองส่วนนี้ได้แล้ว เวลาที่เราเล่าถึงความฝัน เราเคยมีประสบการณ์ว่าความฝันมักมาเป็นข้อมูลทางภาพและอารมณ์มากกว่าเรื่องราวเป็นฉากเป็นตอน ฝันส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิต ประจำวันจริง ท้ายที่สุดเราถึงเราจะมีประสบการณ์แปลกประหลาดจากความฝันต่างๆก็ไม่ควรไปติติงการทำงานของสมองแต่อย่างใดเพราะการทำงานของสมองเพื่อตัดสินหรือมีวิจารณ ญาณไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น3 หรือคุณจะลองจดความฝันไปถามอริสโตเติลดูซักครั้งอ้างอิง :
1 Bulkeley K. Dreaming in the world’s religions: A comparative history. NYU Press 2008.
2 Aristotle. On dreams. Translation by J.I. Beare. 350 BC.
3 Stickgold R. Principles and practices of sleep medicine: Why we dream. Elsevier online edition http://www.sleepmedtext.com 2009.
4 Obtained from: http://en.wikipedia.org/wiki/Analytical_Psychology February 2009.
5 Zhang J. Continual-Activation Theory of Dreaming. Obtained from: http://www.goertzel.org/dynapsyc/2005/ZhangDreams.htm February 2009.
6 sup>Solms M. Dreaming and REM sleep are controlled by different brain mechanisms. Behavioral and Brain Sciences 2000; 23(6): Obtained from: http:// www.bbsonline.org/Preprints/OldArchive/bbs.solms.html February 2009.
7 Cartwright R. Principles and practices of sleep medicine: Dreaming as a mood regulation system. Elsevier online edition http://wwwlsleepmedtext.com 2009.


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น