วันพุธที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ความจริง 6 ประการของการนอนกับหวานใจ

2 กุมภาพันธ์ 2552  
โดย Kelly Baron, PhD

1. 77% ของคู่รักที่นอนร่วมเตียงกัน 

ให้เหตุผลของการแยกเตียงว่า มาจากการกรน ความเจ็บป่วยที่รบกวนการนอน ตารางการทำงานที่ต่างกัน เวลาเข้านอนที่ต่างกัน ความเห็นไม่ตรงกันของความนุ่มความแข็งของที่นอน ฯลฯ


2. มีทีวีในห้อง = มีเซ็กส์น้อยลง


งานศึกษาวิจัยในอิตาลีพบว่าคู่รักที่มีทีวีในห้องนอนนั้นมีกิจกรรมทางเพศน้อยกว่าคู่ที่ไม่ได้มีถึงครึ่งต่อครึ่ง ถ้าคุณจำเป็นต้องมีทีวีในห้องนอนจริงๆล่ะก็ ผมขอแนะนำให้วางไว้แถวเตียงนั่นแหละ แล้วเลือกจำกัดดูเฉพาะรายการโปรดจริงๆ น่าจะดีกว่าวางทีวีไว้ไกลตัวแล้วต้องดูจนหลับคาทีวี


3. จริงๆแล้วคนเราจะหลับได้ดีข้ึนเมื่อนอนคนเดียว 

แต่กลับมีรายงานว่านอนด้วยกันน่าจะดีกว่า ซึ่งตรงนี้เราน่าจะมาดูที่จุดประสงค์กันก่อน อย่างการตื่นขึ้นกลางดึก การนอนคนเรามักจะถูกรบกวนได้เมื่อมีใครอีกคนอยู่บนเตียง แต่ในทางตรงข้ามถ้าคุณถามพวกเขา พวกเขาก็จะตอบว่านอนด้วยกันสิดีกว่า สิ่งนี้น่าจะบอกบรรดานักวิจัยได้ว่าเหตุผลของการนอนด้วยกันนั้นมีบางสิ่งบางอย่างที่มีน้ำหนักมากว่าการที่ผู้ที่ร่วมเรียงเคียงหมอนนั้นรบกวนการนอน


4. สามีที่ได้รับการรักษาจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) ทำให้ความ สัมพันธ์ของภรรยาแนบแน่นขึ้น 

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับนั้นรบกวนการนอนของทั้งคนไข้และคู่ของเขา เพราะทำให้ทั้งคู่เกิดอาการง่วงตอนกลางวัน ผมเคยทำงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วตีพิมพ์ในปี 2009 พบว่า ความไม่ลงรอยกันและความขัดแย้งของคู่แต่งงานลดลงได้ทั้งสามีและภรรยาด้วยการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ


5. มีรายงานว่าการนอนไม่พอเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความต้องการทางเพศต่ำ 

จากโพล ของสถาบันการนอนแห่งชาติพบว่า 25 % ของคู่รักนั้น เมื่อรู้สึกง่วงก็จะไม่มีความต้องการทางเพศ นี่ไม่ใช่เรื่องโรแมนติกหรือไม่โรแมนติก แต่รายงานล่าสุดจากอังกฤษพบว่า 80% ของผู้ที่ได้รับการสำรวจบอกว่าพวกเขาขอเลือกค่ำคืนที่หลับสบาย มากกว่าค่ำคืนที่เร่าร้อนด้วยแรงเสน่หา ซึ่งทั้งชายและหญิงต่างก็เห็นตรงกัน


6. การเตรียมแผนมัดใจสุดที่รักด้วยการมอบช็อคโกแล้ตนั้นหวานจริงหรือ ? 

นั่นอาจเป็นการรบกวนการนอนของเขาหรือเธอได้ แต่ถ้าเป็นช็อกโกแล้ตนมล่ะก็ไม่แน่ โอกาสป่วนการนอนของคุณก็ลดน้อยลงไปเป็นลำดับ จากเว็บไซต์ของเฮอร์ชี่ส์ ช็อคโกแล้ตนมของเฮอร์ชี่ส์มีส่วนผสมของคาเฟอีนเพียงแค่ 9 มิลลิกรัม น้อยกว่ากาแฟดีแคฟเสียด้วยซ้ำ
แล้วถ้าเป็นช็อคโกแล้ตแบบเข้มข้นล่ะ ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอีกเพียงเล็กน้อย ช็อคโกแล้ตแบบเข้มข้น 1 แท่งของเฮอร์ชี่ส์ มีคาเฟอีน 30 มิลลิกรัม น้อยกว่าชาสดเล็กน้อย

นอกจากนี้สารประกอบอื่นๆในช็อคโกแล้ตยังส่งผลกระตุ้นการทำงานของร่างกาย เช่น Theobromine (สารคล้ายคาเฟอีน) สถาบันการนอนแห่งชาติแนะนำว่าควรหลีกเลี่ยงการบริโภคช็อคโกแล้ตเวลาเข้านอนเพราะอาจทำให้เกิดปัญหาการนอนในบางคนได้



ข้อมูลจาก www.sleeptolive.com

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น