21 เมษายน พ.ศ.2553
โดย Jason Ensor, R.PSG/EEG T., CNIM
เสียงเป็นสิ่งรบกวนการนอนที่เห็นได้ชัดที่สุด โดยเฉพาะสำหรับคนที่ได้ยินเสียงแล้วตื่นขึ้นโดยที่ไม่อาจนอนต่อไปได้ การทำให้สภาพแวดล้อมในการนอนให้ปราศจากเสียงจึงเป็นเรื่องสำคัญ ไม่เพียงเฉพาะเมื่อเริ่มนอนเท่านั้น แต่รวมไปถึงการทำให้นอนหลับได้อย่างตลอดคืนอีกด้วยอุณหภูมิเป็นอีกปัจจัยที่รบกวนการนอนยิ่งไปกว่าเสียง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะละเลยผลกระทบของเสียงที่ไม่พึงปรารถนาในห้องนอนไปได้.1
ในแวดวงเรื่องเกี่ยวกับเสียง สามารถวัดค่าทางคณิตศาสตร์ได้เป็นหน่วยที่เรียกว่าเดซิเบล (dB) ค่าเดซิเบลแสดงถึงระดับของเสียงในช่วงที่มนุษย์สามารถรับได้ โดยเปรียบเทียบกับค่าอ้างอิง เช่น 0 เดซิเบล เป็นค่าอ้างอิงของความดังในระดับเริ่มต้นที่มนุษย์ได้ยินได้.2
ตัวอย่างต่อไปนี้แสดงให้เห็นว่าการรับรู้ของเสียงในระดับต่างๆกันของบางช่วงเดซิเบลมีผลกระทบทางกายภาพอย่างไรต่อหูของคนเรา ระดับเสียง ค่าการรับรู้ ผลกระทบ เสียงเพลงจากเครื่องเสียงในรถยนต์ 180 เยื่อแก้วหูตาย เสียงเครื่องบินเจ็ตในระยะ 50 หลา 140 ถ้าได้ยินในระยะสั้น มีผลให้ถูกทำลายถาวร เสียงปืน 130 เป็นระดับที่ทำให้เริ่มเจ็บหู คอนเสิร์ตร็อค 120 เป็นระดับที่เริ่มรู้สึกระคายหู เสียงเลื่อยไฟฟ้าในระยะ 3 ฟุต 110 เสียงรถไฟใต้ดิน 90 ถ้าได้ยินในระยะต่อเนื่อง มีผลให้หูถูกทำลาย เสียงเครื่องดูดฝุ่นในระยะ 3 ฟุต 70 เสียงคนสนทนากันในระยะ 3 ฟุต 60 เสียงในห้องสมุดที่เงียบสงบ 40 เสียงในห้องนอนที่เงียบสงบ 30 เสียงเบื้องหลังในสตูดิโอถ่ายทำโทรทัศน์ 20 เสียงที่สามารถได้ยินได้น้อยที่สุด 0 จุดเริ่มต้นของการได้ยิน
เสียงในสภาพแวดล้อมการนอนที่ดังเกินไปไม่อาจทำให้เกิดการนอนคุณภาพ แม้ว่านี่เป็นความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ก็ตาม แต่ก็มีการศึกษาลงลึกถึงเรื่องนี้ว่าเสียงที่เป็นจังหวะสั้นๆต่อเนื่องและเปลี่ยนไปเป็นช่วงๆ ในระดับ 90 – 100 เดซิเบลนั้นสามารถทำให้เพิ่มความถี่ของการเกิดการตื่น ซึ่งเท่ากับยืดช่วงเวลาการนอนออกไป อย่างไรก็ตามพบว่าเสียงไม่ได้มีผลกระทบต่อช่วงเวลาที่อยู่ในสภาวะเคลื่อนไหวของลูกตาอย่างรวดเร็วภายใต้เปลือกตาที่ปิดอยู่ (REM) และช่วงที่คลื่นสมองช้า.3 นอกเหนือจากเรื่องของผลกระทบที่มีต่อการนอนแล้ว ยังพบว่า ร่างกายมีปฏิกริยาตอบสนองอัตโนมัติต่อเสียงรบกวนแตกต่างกันไปในขณะหลับ นักวิจัยในออสเตรเลียสรุปว่า คนที่ทำงานเป็นกะแล้วต้องเผชิญกับเสียงรบกวนของการจราจรหรือเสียงเครื่องบินที่ระดับ 55 – 75 เดซิเบลนั้น มีอัตรการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตสูงขึ้น (ซึ่งพวกเขาต้องพยายามนอนให้หลับท่ามกลางเสียงอันดังนี้ในช่วงเวลากลางวัน)4 งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่คล้ายคลึงกันนี้ได้ค้นหาระดับของเสียงของการจราจรและรถไฟที่เป็นเสียงรบกวนการนอนว่าน่าจะเริ่มต้นที่ระดับใด จนได้เป็นรายงานข้อมูลการนอนว่าเสียงรบกวนที่มีผลต่อการนอนอันเกิดจากการจราจรนั้นอยู่ที่ระดับ 40 – 45 เดซิเบล และเสียงจากรถไฟอยู่ที่ระดับ 50 – 55 เดซิเบล และพบว่าข้อมูลการตรวจวัดความเคลื่อนไหวของร่างกายนั้นไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อสิ่งเร้าจนกระทั่งเสียงดังขึ้นถึงระดับ 55 เดซิเบล5
จากการศึกษาล่าสุดยังพบอีกว่า เสียงที่รบกวนการนอนนั้นไม่ใช่เสียงที่ขึ้นไปในระดับที่สูงสุด เพราะมีการค้นพบความแตกต่างระหว่างเสียงที่ดังที่สุด กับระดับของเสียงดังจากสภาพ แวดล้อม6 มีการทดลองทำให้เกิดเสียงแวดล้อมดังขึ้นด้วยการใช้พัดลมเก่าๆหรือเครื่องใช้ในลักษณะเดียวกันเพื่อทำให้เกิดเสียงในสภาพแวดล้อมที่ดังขึ้น เสียงดังเหล่านี้อาจเป็นได้ทั้งเสียงร้องของเด็กทารก ไปจนถึงเสียงคนแก่ที่กำลังเข้านอน เสียงในสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดนั้นเรียกกันว่า “เสียงสีขาว” มาจากแนวคิดของแสงขาว แสงขาว เกิดขึ้นจากการรวมตัวของทุกสีในแสง ในทำนองเดียวกันเสียงขาวก็เช่นกัน เกิดจากการรวมทุกความถี่เสียงที่เท่ากัน เสียงขาวในลักษณะนี้กลับกลายเป็นเกราะกำบังเสียงจากทุกคลื่นความถี่ได้เป็นอย่างดี การที่เราทำให้เกิดเสียงขาวมากขึ้นจึงสามารถลดเสียงที่กระทบต่อการนอนได้โดยปริยาย
จากการศึกษาในหลายกลุ่มประชากรพบว่าเสียงขาวสามารถบรรเทาผลกระทบของเสียงรบกวนในสภาพแวดล้อมที่ดังเกินไปได้ และสามารถช่วยได้ในทางการแพทย์ นักวิจัยในคณะแพทยศาสตร์แห่งหนึ่งในลอนดอนพบว่า 80 % ของเด็กแรกเกิด (อายุ 2-7 วัน) นอนหลับได้ภายใน 5 นาทีด้วยการฟังเสียงเสียงขาว ซึ่งเทียบกับเด็กอีกกลุ่มที่ไม่ได้ฟังกลับมีเพียง 25 % การศึกษากรณีตัวอย่างของประชากรที่อายุมากขึ้นได้มีข้อสรุปว่าเด็กนักเรียนสามารถเพิ่มสมรรถภาพได้ด้วยการใช้เสียงขาวแก้ปัญหาการนอนที่ไร้คุณภาพ.8 มีข้อบ่งชี้บางประการว่าเสียงขาวเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่มีประสิทธิภาพในการสะกดจิตอาการผู้ป่วยที่มีอาการนอนไม่หลับ อันเนื่องจากทรมานจากโรคเครียดเรื้อรัง (PTSD) หรืออาการทางจิตเภทบางชนิดได้ นอกจากนี้ยังบรรเทาอาการเสียงอื้อในหูซึ่งเกิดจากปัญหาการนอนอีกด้วย9,10
ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีหลายปีมานี้บริษัทหลายแห่งได้ผลิตเสียงขาวขึ้น โดยผสมผสานกับเสียงเพื่อการผ่อนคลายเข้าไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นเสียงฝน เสียงเรือใบ เสียงลม ฯลฯบางแห่งก็มีการปรับจังหวะและโทนเสียง โดยใส่เสียงนก กบเข้าไปด้วย เลสซี่ แบร์รี่จากสำนักข่าวโคลัมเบีย เรียกนวัตกรรมทางเสียงนี้ว่า เสียงขาวเจเนอเรชั่น 2.0 เธอรายงานว่าขณะนี้ ได้เริ่มมีการนำประดิษฐกรรมทางเสียงชนิดนี้มาใช้กับเครือข่ายสังคมออนไลน์และการใช้งานในแอปปลิเคชั่นโทรศัพท์รุ่นล่าสุด จากการสัมภาษณ์ท้อดด์ มัวร์ วัย 35 ปี ผู้ริเริ่มนำ”เสียงขาว”มาให้ดาวน์โหลดฟรีในการใช้งานแอปปลิเคชั่นของสมาร์ทโฟนแบรนด์ดัง ทำให้เราได้ทราบว่าขณะนี้ เสียงขาวกำลังเป็นที่ต้องการอย่างมาก ที่จะให้เกิดการพัฒนาคุณภาพให้สูงขึ้น เขาจึงเริ่มนำเสียงขาวรุ่นที่ 2 และ 3 โดยให้เสียค่าบริการเพียงเล็กน้อย และเขายังจัดให้มีสต๊อคของเสียงกลุ่มต่างๆ ตั้งแต่เสียงในชีวิตประจำวัน (เช่น เสียงฝนกระทบพื้นคอนกรีต) จนถึงเสียงแปลกๆ (เช่น เสียงเครื่องเป่าผม)
ทั้งนี้ทั้งนั้น เสียงขาวนั้นทำให้หลับง่ายกว่านิทานปรัมปราของแม่ที่ส่งต่อกันจากรุ่นต่อรุ่น ดังที่ดร.เบ็ธ มาโลว์ ศาสตราจารย์ทางด้านประสาทวิทยา แห่งมหาวิทยาลัย Vanderblit กล่าวว่า“ ผมคิดว่าการฟังเสียงขาวนั้นช่วยทำให้คนเราหยุดวงจรของการนอนไม่หลับได้ และเป็นวิธีที่ปลอดภัยกว่าการกินยา”11 แน่นอนเป็นทางเลือกเพื่อสุขภาพที่ดียิ่งกว่าสำหรับยานอนหลับ
1 Libert JP, Bach V, Johnson LC, Ehrhart J, Wittersheim G, Keller D. Relative and combined effects of heat and noise exposure on sleep in humans. Sleep, 1991; 14(1): 24-31. 2 Obtained from: http://en.wikipedia.org/wiki/Decibel May 2009. 3 Nakagawa Y. Sleep disturbances due to exposure to tone pulses throughout the night. Sleep, 1987; 10(5): 463-472.
4 Carter N, Henderson R, Lal S, Hart M, Booth S, Hunyor S. Cardiovascular and autonomic response to environmental noise during sleep in night shift workers. Sleep, 2002; 25(4): 444-451.
5 Kaku J, Hiroe M, Kuwana S, Naba S. Sleep disturbance by traffic noise: an experimental study in subjects' own houses using a portable cd player. Elsevier 2004.
6 Stanchina ML, Abu-Hiileh M, Chaudhry BK, Carlisle CC, Millman RP. The influence of white noise on sleep in subjects exposed to ICU noise. Sleep Med., 2005; 6(5): 423-8.
7 Spencer JA, Moran DJ, Lee A, Talbert D. White noise and sleep induction. Arch Dis Child., 1990; 65(1): 135-7.
8 Forquer LM, Camden AE, Gabriau KM, Johnson CM. Sleep patterns of college students at a public university. J Am Coll Health., 2008; 56(5): 563-565.
9 Lopez HH, Bracha AS, Bracha HS. Evidence based complementary intervention for insomnia. Hawaii Med J., 2002; 61(9): 192-213.
10 Handscomb L. Use of bedside sound generators by patients with tinnitus-related sleeping difficulty: which sounds are preferred and why? Acta Otolaryngol Suppl., 2006; 556: 59-63.
11 Barrie L. White noise has its fans--and now apps, as well. Obtained from: http://www.ajc.com/services/content/printedition/2009/04/12/whitenoise0412z.html May 2009.
ข้อมูลจาก www.sleeptolive.com