วันอังคารที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

นอนหลับราวกับเป็นเด็กทารก

21 พฤษภาคม 2553
บทความโดย : Jason Ensor, R.PSG/EEG T., CNIM

“คนที่กล่าวว่าพวกเขาหลับปุ๋ยได้เหมือนทารก จริงๆแล้วมักจะไม่เคยพบกับการนอนเช่นนั้นเลย” Leo J. Burke

คำกล่าวข้างต้นนับเป็นวรรคทองที่ทำให้เห็นภาพความแตกต่างของวงจรการหลับ-การตื่นของเด็กทารกและผู้ใหญ่ สำหรับมนุษย์ตัวเล็กๆที่เพิ่งลืมตาดูโลก ชีวิตเป็นเรื่องที่เรียบง่าย เมื่อทารกเหนื่อย เขาก็จะหลับ ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่านี้ วลีที่ว่า “หลับปุ๋ยเหมือนทารก” นั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นการสื่อถึงการนอนอันวิเศษสุด ไร้สิ่งรบกวน ซึ่งเราจะเห็นภาพในขั้วตรงข้าม ด้วยตารางการกินนมของเด็กแรกเกิด เมื่อทารกน้อยพร้อมจะตื่นเมื่อไร เมื่อนั้นคุณไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้ไม่ว่าจะด้วยเจตจำนงค์ใดก็ตาม ท้องของเด็กทารกเล็กนิดเดียว ในกระเพาะเล็กๆนั้นมีอาหารเหลวที่หล่อเลี้ยงพวกเขาได้นานประมาณ 2-4 ชั่วโมงก่อนที่หนูน้อยจะตื่น ในอีกด้านหนึ่งของการหลับลึกของเด็กๆ บรรดาพ่อแม่สามารถพิสูจน์เรื่องนี้ได้ว่าเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายเพียงใด หากว่าหลังจากที่เราเพิ่งจะเคลิ้มหลับ กลับต้องโดนปลุกให้ตื่นขึ้นทุก 2-3 ชั่วโมงเพื่อให้นมและเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก

เมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง การนอนของคนเราเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างเห็นได้ชัด และจะยังคงเปลี่ยนแปลงต่อไปจนย่างเข้าสู่วัยชรา พัฒนาการของสมองกับร่างกายที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ของคนเรานับเป็นเรื่องที่น่าตื่นใจและท้าทายนักวิจัยยิ่งนัก ผลักดันให้พวกเขาต้องทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งกว่านี้ว่าเพราะเหตุใด การนอนจึงมีผลต่อพัฒนาการของมนุษย์ จึงมีกระบวนการหนึ่งในการประเมินการนอนคือการเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงของคลื่นสมอง การนอนของทารกนั้นจัดเป็นศาสตร์แห่งการนอนที่มีรูปแบบเฉพาะ เพราะภาพจากคลื่นสมองของเด็กนั้นแตกต่างจากผู้ใหญ่ ในความเป็นจริงก็คือ เครื่องวัดการทำงานของสมอง (EEG) สามารถระบุอายุคร่าวๆของเด็กหลังคลอด (อายุในครรภ์ + อายุตั้งแต่เกิด) ของเด็กที่เกิดก่อนกำหนดได้

รูปแบบของภาพจากคลื่นสมองนั้นมีลักษณะเฉพาะตามช่วงอายุที่แตกต่างกัน รูปแบบนี้เราเรียกกันว่า ร่องรอยที่แปรผันได้ เช่น ภาพจากคลื่นสมองที่เป็นกราฟคลื่นกว้างและช้าตามด้วยกราฟที่ขึ้นลงต่ำแต่เคลื่อนที่เร็ว สำหรับผู้ใหญ่ทั่วๆไปแล้ว สิ่งนี้อาจเป็นการบ่งบอกถึงสัญญาณที่ไม่สู้จะดีนัก แต่กลับเป็นเรื่องปกติที่สุดสำหรับการนอนของเด็กทารกหลังคลอดอายุตั้งแต่ 36 – 44 สัปดาห์ แต่ปริมาณของการนอนของเด็กในวัยทารกก็จะมีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน แม้ว่าการนอนเต็มที่ของทารกจะมากถึงวันละ 18 ชั่วโมงก็ตาม ความแตกต่างในจำนวนชั่วโมงการนอนนี้จะหลากหลายกันไปในเด็กแต่ละคน1,2,3,4


การจำกัดความของการนอนนั้นเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเด็กทารก ในขณะที่การนอนสำหรับผู้ใหญ่นั้นสามารถจำแนกการนอนได้ตามสภาวะ NREM และ REM Non-Rapid Eye Movement (NREM) คือสภาวะที่ไม่มีการเคลื่อนไหวของลูกตาอย่างรวดเร็วภายใต้เปลือกตาที่ปิดอยู่ ลักษณะของคลื่นสมองจะเป็นแบบ slow wave การนอนหลับจะมีความลึก คือหลับสนิทจริงๆ กล้ามเนื้อจะผ่อนคลาย การเต้นของหัวใจและการหายใจจะช้า แรงดันโลหิตจะลดลง สภาวะ NREM แบ่งได้เป็น 3 ระดับ (N1, N2, N3) ส่วน Rapid-Eye-Movement (REM) นั้นคือคือสภาวะที่มีการเคลื่อนไหวของลูกตาอย่างรวดเร็วภายใต้เปลือกตาที่ปิดอยู่ คลื่นสมองจะเป็นคลื่นชนิด low-voltage fast activity การหายใจจะเร็วขึ้นและลึกแต่กล้ามเนื้อทั่วไปจะยังผ่อนคลายยิ่งกว่าช่วงการนอนหลับแบบ NREM

เด็กทารกนั้นมี “การนอนที่ตื่นตัว” (คล้ายกับสภาวะ REM) และ “การนอนที่สงบนิ่ง” (คล้ายกับสภาวะ NREM) ความแตกต่างระหว่างการนอนที่ตื่นตัวและสงบนิ่งนั้นไม่ได้มาจากกลไกลทางร่างกายแต่อย่างไร ในการประเมินลักษณะการนอนของทารกนั้นได้มีการเฝ้าสังเกตอย่างใกล้ชิด ว่าการนอนที่มีความตื่นตัวสำหรับเด็กทารกนั้นแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจากเครื่องวัดการทำงานของสมอง (EEG) โดยขึ้นอยู่กับว่าอยู่ในช่วงที่เพิ่งหลับหรืออยู่ในช่วงการนอนที่สงบนิ่งที่ตามมาในภายหลัง 50 % ของเวลานอนส่วนใหญ่ของเด็กแรกเกิดนั้นมักจะเป็นการนอนแบบตื่นตัว และจะลดลง 30 % เมื่อโตขึ้นหลังจากขวบปีแรก ปริมาณการนอนในสภาวะที่มีการเคลื่อนไหวของลูกตาอย่างรวดเร็วภายใต้เปลือกตาที่ปิดอยู่ หรือ REM การนอนที่มีความตื่นตัวของคนเราในขวบปีแรกนั้นสนับสนุนทฤษฎีมากมายที่อธิบายการกลไกนอนแบบ REM wfhเป็นอย่างดี โดยเฉพาะเมื่อเรามีข้อมูลใหม่ล่าสุดเกี่ยวกับพัฒนาการทางสมอง1,2


เมื่อเด็กอายุได้ 2 เดือนหลังคลอด เราสามารถวัดค่าการนอนของทารกได้ด้วยการดูจาก REM และ NREM ซึ่งจะวัดเป็นรูปธรรมได้จากรูปคลื่นของกราฟที่ให้ค่าความแตกต่างได้เป็น 3 ระดับ คือ N1 N2 และ N3 ของสภาวะNREMซึ่งการวัดค่าในระดับนี้ได้มักจะเกิดขึ้นในเด็กอายุ 5 – 6 เดือน ส่วนในระดับ N2 นั้นมักจะอยู่ในเด็กอายุ 2 – 3 เดือน และตัวบ่งชี้ในระดับ N2 อีกตัวคือ K-complexes นั้น มักจะเกิดขึ้นในเด็กอายุ 4 – 6 เดือน ส่วนคลื่นที่มีการเคลื่อนไหวช้าๆ (วัดได้ในระดับ N3) มักจะเกิดขึ้นในเด็กวัย 4 – 5 เดือน.2,5


การนอนของเด็กใน 24 ชั่วโมงนั้นเปลี่ยนแปลงได้เมื่อเด็กมีพัฒนาการต่างๆ ทารกแรกเกิดมักจะนอนในเวลาเท่าๆกันทั้งกลางวันและกลางคืน ครั้งละ 2 – 4 ชั่วโมง ในสัปดาห์ต่อๆมา ทารกก็จะมีการปรับตัวให้เกิดการนอนมากขึ้นในเวลากลางคืนในรูปแบบ”หลับสบายตลอดคืน” โดยที่มีการนอนกลางวันลดลง ตามปกติแล้วเด็กมักจะนอนได้ทั้งคืนเมื่อายุ 6-9 เดือน.2


เมื่อเด็กเข้าสู่ขวบปีแรก ก็จะนอนวันละ 13 – 15 ชั่วโมง โดยที่ยังนอนกลางวันอีกวันละ 2 – 3 ชั่วโมง ค่า REM จะลดลง 30 % ของเวลานอน ในขวบปีที่ 2 พวกเขาจะนอนวันละ 12 – 14 ชั่วโมง (นอนกลางวันอีกวันละ 1.5 – 2.5 ชั่วโมง) ชั่วโมง ค่า REMจะลดลง 25% ของเวลานอน ในช่วงอายุ 3 – 5 ขวบ เด็กส่วนใหญ่จะเลิกนอนกลางวันและใช้เวลานอน วันละ 11 – 13 ชั่วโมง2,3,4


การตื่นกลางดึกเป็นเรื่องปกติสำหรับเด็กก่อนวัยเรียน 20 % ของเด็กวัยนี้มักจะมีการตื่นกลางดึกทุกคืน และ 50% ของเด็กวันนี้ตื่นกลางดึกอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง เด็กบางคนเมื่อตื่นขึ้นกลางดึกแล้วสามารถนอนต่อได้ด้วยตนเองอย่างไม่ยากเย็นนัก ในขณะที่เด็กบางคนต้องให้พ่อแม่ช่วยกล่อมกว่าจะหลับได้อีกครั้ง ความกลัวการเข้านอนไม่ได้เป็นเรื่องผิดปกติแต่อย่างใด เด็กๆมักจะมีการยึดโยงผูกพันกับสิ่งที่จะทำให้พวกเขาเกิดความสบายในเวลานอน เช่น คนที่ทำให้เขาเกิดความสงบ ตุ๊กตาสัตว์ต่างๆ หรือผ้าห่มผืนโปรด การต่อต้านการนอนเกิดขึ้นได้ด้วยความกังวลที่จะต้องมีการแยกจากหรือความต้องการของเด็กเล็กในการพึ่งพิงผู้ใหญ่อยู่นั่นเอง2


ความต้องการการนอนไม่ได้ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของการพัฒนาทางสมองและทางร่างกาย แต่การให้เด็กๆได้นอนอย่างเพียงพอนั้นเป็นสิ่งสำคัญยิ่งต่อพัฒนาการของพวกเขา ในฐานะพ่อแม่ สิ่งที่เราจะส่งเสริมให้สำเร็จได้นั้นก็คือสอนให้พวกเขามีพฤติกรรมการนอนที่ดี (เป็นต้นว่า จัดให้มีช่วงเวลาผ่อนคลายก่อนนอนเป็นประจำ และเข้านอนตรงเวลาให้เป็นนิสัย ) รวมถึงสร้างสภาพแวดล้อมที่เอต่อการนอนที่ดี (มืด สงบ เย็นสบาย มีของเล่นชิ้นโปรดที่ทำให้ลูกสบายใจหรือมีผ้าห่มติดมือ)

อ้างอิง :


1 Koszer M, Moshe S. Visual analysis of neonatal EEG. Obtained from: http://emedicine.medscape.com/article/1139599-overview May 2010. 
2 Jenni OG, Carskadon MA. Normal human sleep at different ages: Infants to adolescents. SRS Slides Chapter 1 
3 National Sleep Foundation. How much sleep is enough? Obtained from:http://www.sleepfoundation.org/site/c.huIXKjM0IxF/b.2419131/k.6C23/How_Much_Sleep_is_Enough.html2009.  
4 Kryger M, ed. Atlas of Clinical Sleep Medicine. Philadelphia: Saunders, 2010. 5 Grigg-Damberger M, Gozal D, Marcus CL, et al. The visual scoring of sleep and arousal in infants and children. J Clin Sleep Med, 2007; 3(2): 201-40.  


ข้อมูลจาก www.sleeptolive.com

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น